ฟุ้งซ่านรับวันใหม่
posted on 14 Dec 2009 08:06 by rfc-bonnie in Dharmaที่อยากลองเขียนอะไรดู เพราะได้ยิน คำแนะนำ ของอาจารย์ญี่ปุ่นท่านหนึ่ง
ในเวลาเช้าๆ ที่สมองยังปลอดโปร่ง ให้ลองเขียนหนังสือ เขียนบล๊อก
ได้ยิน ได้ฟังมาอย่างนั้นก็ต้องทดลองดู
ปริยัติแล้วต้องนำมาปฏิบัติ
ไม่งั้นจะกลายเป็นความรู้ขยะ รกพื้นที่ความจำ
ไหนๆก็จับคีย์บอร์ดขึ้นมาเขียน(พิมพ์)แล้ว
เล่าเรื่องที่เป็นอยู่ตอนนี้ก่อนก็แล้วกัน
ตอนนี้ค่อนข้างเหนื่อยใจ(และกาย) กับโจทย์ที่ได้รับมา
ซึ่งก็คือ มีงานต่างๆเข้ามามากมายในแต่ละสัปดาห์
ไม่ว่าจะเป็น การทำ 3D Character, ทำภาพเคลื่อนไหวสองมิติ
เขียนโปรแกรมเกม ไม่รวมวิชายิบย่อยอย่างการประเมินโครงการ บัญชี
และงานพิเศษ เป็นผู้ช่วยคุมแล็ปเขียนโปรแกรม ทำชมรม
แต่ละสัปดาห์ก็ต้องใช้ชีวิตเป็นวัฏจักร เข้าไปเช็คชื่อนั่งเรียน ส่งงาน
รับงานกลับมาทำ เป็นอย่างนี้เรื่อยๆ
ปริมาณงานที่รับมาก็เยอะ ขนาดที่ ไม่สามารถจะตั้งใจทำทุกชิ้นให้สมบูรณ์ได้
แทบจะไม่มีเวลาให้นั่งฝึกฝนหรือทดลองเลย
ทำงานอย่างหนึ่งแล้วต้องเปลี่ยนไปทำอีกอย่าง ปรับสมองแทบไม่ทัน
บางสัปดาห์ ก็เกิดอาการ"น๊อค" ทำงานไม่เสร็จ เลยหายตัว
หนีปัญหาไปทั้งสัปดาห์ซะงั้น
อยากระบายแต่ก็ไม่รู้จะบ่นกับใคร เพราะเพื่อนๆที่เรียนมาด้วยกันก็เจอกับโจทย์
ข้อนี้เหมือนกันหมด พูดไปจะมีแต่ทำให้หมดไฟ
ถึงแม้จะชอบมีคนมาพูดตัดกำลังใจเพื่อนบ่อยๆก็เถอะ
ได้ยินทีไรทำให้โทสะขึ้นได้บ่อยๆ
จริงๆชีวิตมันก็เป็นมาอย่างนี้ตั้งแต่ย้ายคณะมาเรียนที่นี่แล้ว
เพียงแต่กำลังใจ ไฟต่างๆที่สะสมมาตั้งแต่ตอนเข้าปีหนึ่ง
มันค่อยๆถูกบั่นทอนลงมาเรื่อยๆ หลายคนก็ปล่อยชีวิตเลยตามเลย
ไม่ได้คิดจะเผชิญหน้ากับความลำบากเหล่านี้
ถึงจะพูดไปงั้น แต่ตัวเราเอง หลายครั้งก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกัน
รู้สึกอยากจะตายๆ หนีงานเหล่านี้ออกไปเสียที
แต่ถ้ามองอีกแง่ ความลำบากอันนี้ ทำให้เราได้รู้จักกับธรรมะ
ใช้ธรรมะเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว ไม่ให้เขว หลงทางไปมากกว่านี้
คิดใหม่ซะว่า มันเป็นโจทย์ให้เราฝึก "จิต" และ "ใจ"
นอกจากเรื่องงานแล้ว ก็ยังมีปัญหาหัวใจ
ตามมาเป็นโรคแทรกซ้อน
ทั้งเหงาเพื่อน เหงารัก จนทำให้ฟุ่งซ่านกว่าเดิมไปต่างๆนานา
ล่าสุดก็ งานเลี้ยงขอบคุณรุ่นพี่ในคณะที่ผ่านที่ ซึ่งเลือกวันจัดงาน
ได้ตรงกับวันที่สาขาออกแบบ เอกเกมทั้งสิบเจ็ดชีวิต
ต้องเดินทางจากเพชรบุรี ไปเรียนที่กรุงเทพพอดี
ปกติเรียนไปก็เงียบเหงาอยู่แล้ว เพราะคนในวิทยาเขตก็มีอยู่แค่นั้น
เพื่อนเก่าๆสมัยมัธยมก็เริ่มแยกย้ายกัน
เรียนต่อบ้าง ทำงานบ้าง ไปต่างประเทศบ้าง
นานๆครั้งจะได้มีงานเลี้ยงให้รื่นเริงกันเสียที กลับไม่มีโอกาสไป
เสียใจและโกรธคนเลือกเวลาจัดงานอยู่
ว่าเป็นงานขอบคุณรุ่นพี่ทั้งที น่าจะทำเพื่อรุ่นพี่สักหน่อย
แต่ก็ลืมไปว่า น้องๆที่เราได้รู้จัก ตอนนี้ก็กลายเป็นรุ่นพี่
ให้มีคนมาขอบคุณแล้วเหมือนกัน
ยิ่งคิดไป จะยิ่งมีแต่เรื่องให้เสียกำลังใจ
ถ้าไม่หาวิธีเพิ่งพลังใจให้ตัวเองจะลำบาก
ยังดีที่มี "กัลยาณมิตร" คือหนังสือจากคนเขียนที่เป็น "ผู้ใหญ่"
ที่เราเรียนเต็มปากได้ว่าผู้ใหญ่ เพราะนอกจากท่านจะผ่านชีวิตมาเยอะแล้ว
ยังได้กรั่นกรอง สิ่งที่มีคุณค่า มาเผื่อแผ่คนรุ่นหลัง
หาใช้พวกที่มากด้วยอัตตา มีอคติ ยึดติดแต่วิธีการที่เคยทำว่าถูกต้อง
ไม่ก็เฉื่อยแฉะ หมดอาลัยตายอยากในชีวิต
ได้อ่านพบข้อคิดดีๆหลายอย่าง ก็ทำให้มีกำลังใจขึ้นมาได้
เหมือนมีท่านเหล่านี้อยู่ข้างๆ ช่วยแนะนำ สั่งสอนเรา
สิ่งเหล่านี้ เป็นกำลังใจให้กับตัวเราเอง และเป็นกำลังใจ
ในการจุดไฟให้แก่ผู้อื่นต่อไปด้วย
ถึงแม้จะยังมากด้วยอัตตา มากด้วยรักโลภโกรธหลง
แต่เทียบกับเมื่อก่อน ก็ถือว่าพัฒนาขึ้นมาก
ศรัทธาในคำพูดที่ว่า "คนมีสติอยู่เหนือดวง"
นอกจากสติที่เป็นสมอยึดแล้ว สิ่งที่เป็นเข็มทิศชี้ทางคือ"ความฝัน"
ความฝัน เป็นทั้งเครื่องยนต์ ผลักดันให้มีแรงไปข้างหน้า
เป็นทั้งเข็มทิศ ไม่ให้ชีวิตเคว้งคว้าง เป็นทั้งสมอยึด
ไม่ให้กระแสน้ำที่เชี่ยวกราด พัดพาไปไกลกว่านี้
ขอบคุณกัลยาณมิตรดีๆมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน พี่ น้อง และหนังสือต่างๆ
ที่ช่วยดึงเรากลับมาในเส้นทาง ฉุดขึ้นเมื่อล้มลง พลักให้ไปต่อข้างหน้า
อย่างน้อยถึงแม้ลืมตาขึ้นมา แต่ก็ยังเห็น ความฝัน...









