ฟุ้งซ่านรับวันใหม่

posted on 14 Dec 2009 08:06 by rfc-bonnie  in Dharma
ลองเขียนอะไรดูบ้าง หลังจากที่ไม่ได้มีความอยากเขียนมานาน
ที่อยากลองเขียนอะไรดู เพราะได้ยิน คำแนะนำ ของอาจารย์ญี่ปุ่นท่านหนึ่ง
ในเวลาเช้าๆ ที่สมองยังปลอดโปร่ง ให้ลองเขียนหนังสือ เขียนบล๊อก

ได้ยิน ได้ฟังมาอย่างนั้นก็ต้องทดลองดู
ปริยัติแล้วต้องนำมาปฏิบัติ
ไม่งั้นจะกลายเป็นความรู้ขยะ รกพื้นที่ความจำ

ไหนๆก็จับคีย์บอร์ดขึ้นมาเขียน(พิมพ์)แล้ว
เล่าเรื่องที่เป็นอยู่ตอนนี้ก่อนก็แล้วกัน

ตอนนี้ค่อนข้างเหนื่อยใจ(และกาย) กับโจทย์ที่ได้รับมา
ซึ่งก็คือ มีงานต่างๆเข้ามามากมายในแต่ละสัปดาห์
ไม่ว่าจะเป็น การทำ 3D Character, ทำภาพเคลื่อนไหวสองมิติ
เขียนโปรแกรมเกม ไม่รวมวิชายิบย่อยอย่างการประเมินโครงการ บัญชี
และงานพิเศษ เป็นผู้ช่วยคุมแล็ปเขียนโปรแกรม ทำชมรม

แต่ละสัปดาห์ก็ต้องใช้ชีวิตเป็นวัฏจักร เข้าไปเช็คชื่อนั่งเรียน ส่งงาน
รับงานกลับมาทำ เป็นอย่างนี้เรื่อยๆ

ปริมาณงานที่รับมาก็เยอะ ขนาดที่ ไม่สามารถจะตั้งใจทำทุกชิ้นให้สมบูรณ์ได้
แทบจะไม่มีเวลาให้นั่งฝึกฝนหรือทดลองเลย
ทำงานอย่างหนึ่งแล้วต้องเปลี่ยนไปทำอีกอย่าง ปรับสมองแทบไม่ทัน

บางสัปดาห์ ก็เกิดอาการ"น๊อค" ทำงานไม่เสร็จ เลยหายตัว
หนีปัญหาไปทั้งสัปดาห์ซะงั้น

อยากระบายแต่ก็ไม่รู้จะบ่นกับใคร เพราะเพื่อนๆที่เรียนมาด้วยกันก็เจอกับโจทย์
ข้อนี้เหมือนกันหมด พูดไปจะมีแต่ทำให้หมดไฟ
ถึงแม้จะชอบมีคนมาพูดตัดกำลังใจเพื่อนบ่อยๆก็เถอะ
ได้ยินทีไรทำให้โทสะขึ้นได้บ่อยๆ

จริงๆชีวิตมันก็เป็นมาอย่างนี้ตั้งแต่ย้ายคณะมาเรียนที่นี่แล้ว
เพียงแต่กำลังใจ ไฟต่างๆที่สะสมมาตั้งแต่ตอนเข้าปีหนึ่ง
มันค่อยๆถูกบั่นทอนลงมาเรื่อยๆ หลายคนก็ปล่อยชีวิตเลยตามเลย
ไม่ได้คิดจะเผชิญหน้ากับความลำบากเหล่านี้

ถึงจะพูดไปงั้น แต่ตัวเราเอง หลายครั้งก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกัน
รู้สึกอยากจะตายๆ หนีงานเหล่านี้ออกไปเสียที

แต่ถ้ามองอีกแง่ ความลำบากอันนี้ ทำให้เราได้รู้จักกับธรรมะ
ใช้ธรรมะเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว ไม่ให้เขว หลงทางไปมากกว่านี้
คิดใหม่ซะว่า มันเป็นโจทย์ให้เราฝึก "จิต" และ "ใจ"

นอกจากเรื่องงานแล้ว ก็ยังมีปัญหาหัวใจ
ตามมาเป็นโรคแทรกซ้อน

ทั้งเหงาเพื่อน เหงารัก จนทำให้ฟุ่งซ่านกว่าเดิมไปต่างๆนานา

ล่าสุดก็ งานเลี้ยงขอบคุณรุ่นพี่ในคณะที่ผ่านที่ ซึ่งเลือกวันจัดงาน
ได้ตรงกับวันที่สาขาออกแบบ เอกเกมทั้งสิบเจ็ดชีวิต
ต้องเดินทางจากเพชรบุรี ไปเรียนที่กรุงเทพพอดี

ปกติเรียนไปก็เงียบเหงาอยู่แล้ว เพราะคนในวิทยาเขตก็มีอยู่แค่นั้น
เพื่อนเก่าๆสมัยมัธยมก็เริ่มแยกย้ายกัน
เรียนต่อบ้าง ทำงานบ้าง ไปต่างประเทศบ้าง

นานๆครั้งจะได้มีงานเลี้ยงให้รื่นเริงกันเสียที กลับไม่มีโอกาสไป

เสียใจและโกรธคนเลือกเวลาจัดงานอยู่
ว่าเป็นงานขอบคุณรุ่นพี่ทั้งที น่าจะทำเพื่อรุ่นพี่สักหน่อย
แต่ก็ลืมไปว่า น้องๆที่เราได้รู้จัก ตอนนี้ก็กลายเป็นรุ่นพี่
ให้มีคนมาขอบคุณแล้วเหมือนกัน

ยิ่งคิดไป จะยิ่งมีแต่เรื่องให้เสียกำลังใจ
ถ้าไม่หาวิธีเพิ่งพลังใจให้ตัวเองจะลำบาก

ยังดีที่มี "กัลยาณมิตร" คือหนังสือจากคนเขียนที่เป็น "ผู้ใหญ่"
ที่เราเรียนเต็มปากได้ว่าผู้ใหญ่ เพราะนอกจากท่านจะผ่านชีวิตมาเยอะแล้ว
ยังได้กรั่นกรอง สิ่งที่มีคุณค่า มาเผื่อแผ่คนรุ่นหลัง
หาใช้พวกที่มากด้วยอัตตา มีอคติ ยึดติดแต่วิธีการที่เคยทำว่าถูกต้อง
ไม่ก็เฉื่อยแฉะ หมดอาลัยตายอยากในชีวิต

ได้อ่านพบข้อคิดดีๆหลายอย่าง ก็ทำให้มีกำลังใจขึ้นมาได้
เหมือนมีท่านเหล่านี้อยู่ข้างๆ ช่วยแนะนำ สั่งสอนเรา

สิ่งเหล่านี้ เป็นกำลังใจให้กับตัวเราเอง และเป็นกำลังใจ
ในการจุดไฟให้แก่ผู้อื่นต่อไปด้วย

ถึงแม้จะยังมากด้วยอัตตา มากด้วยรักโลภโกรธหลง
แต่เทียบกับเมื่อก่อน ก็ถือว่าพัฒนาขึ้นมาก

ศรัทธาในคำพูดที่ว่า "คนมีสติอยู่เหนือดวง"

นอกจากสติที่เป็นสมอยึดแล้ว สิ่งที่เป็นเข็มทิศชี้ทางคือ"ความฝัน"

ความฝัน เป็นทั้งเครื่องยนต์ ผลักดันให้มีแรงไปข้างหน้า
เป็นทั้งเข็มทิศ ไม่ให้ชีวิตเคว้งคว้าง เป็นทั้งสมอยึด
ไม่ให้กระแสน้ำที่เชี่ยวกราด พัดพาไปไกลกว่านี้

ขอบคุณกัลยาณมิตรดีๆมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน พี่ น้อง และหนังสือต่างๆ
ที่ช่วยดึงเรากลับมาในเส้นทาง ฉุดขึ้นเมื่อล้มลง พลักให้ไปต่อข้างหน้า

อย่างน้อยถึงแม้ลืมตาขึ้นมา แต่ก็ยังเห็น ความฝัน...

My life as an instructor.

posted on 29 Oct 2009 22:17 by rfc-bonnie  in JournalLifeJourney

เป็นคอร์สสอน C++ แบบ โคตร intensive

คือ ประมาณ 7 วันขึ้นเรื่อง class แล้ว - -*

 

คนที่เรียนชื่อคุณแอนดรูว์ครับ เคยทำงานเป็นนักบินมายี่สิบกว่าปีแล้ว

มาอยู่เมืองไทยประมาณสามสี่ปี 

 

แอนดรูว์เขียนภาษา Visual Basic มาก่อน(ซึ่งผมก็ไม่เคยจับ - -*)

มีพื้นฐาน logic ดี และขยันทำ assignment ที่ผมให้มาก

(ให้ทำโปรแกรมร้านอาหาร หรือ textbase game

ก็สามารถปั้มออกมาได้ภายในวันเดียว *0*)

 

 เวลาเรียน แอนดรูว์จะขยันถามมากครับ ซึ่งมีคำถามที่ดีหลายคำถามเลย

รวมทั้งชอบทดลองอะไรหลายๆอย่างในโปรแกรม

 

 ตรงนี้เป็นตัวอย่างที่แตกต่างกันชัดเจน ระหว่างนิสัยการเรียน

ของคนไทย กับคนต่างชาติ คือ คนไทยไม่ค่อยกล้าถาม ไม่ค่อยกล้าสงสัย

ขี้เกียจทดลอง ขี้เกียจทำ assignment

 

งานนี้ผมค่อนข้างเหนื่อยเหมือนกัน เพราะตอนแรกคิดว่าสอนประมาณ

basic ปรากฏว่า ไปไกลกว่าที่คิดเยอะ จนวันหลังๆเอาเรื่อง

เส้นทางเดินที่สั้นที่สุด (path scoring) ที่เรียนในคาบ XNA มาสอนด้วย

(ตอนเรียนไม่เข้าใจ เพิ่งมาเข้าใจก็ตอนเอามาทำอีกรอบนี่หละ)

ตื่นตีสี่ ตีห้าอยู่หลายวันเพื่อนั่งทำโจทย์และ tutorial ต่างๆ

 

นี่คือ e-mail ทีแอนดรูว์ตอบมาคุยครับ

(ในฐานะ instructor แล้วชื่นใจสุดๆ =w=)

 

Hi Bonnie,

 

Thank you very much for that nice email.  

 

I enjoyed your classes, and I enjoyed your assignments, so it was easy to do the homework.   K Aor is not very happy with you, though, because I would spend 4 hours a night doing the homework and not talking to her.   I wasn’t going to take the blame for that, so I told her that it was you who assigned the work and that I had told you that I didn’t want any.

 

I would like to keep in contact.   I would like to hire you again when you have another vacation from university – if I am still in Bangkok.   The meeting tomorrow is about me leaving the country to work.   It might be two months, or six months.   Or it might not happen.   Anyway, I hope to be back in Bangkok as soon as possible.

 

It was a pleasure to meet you as well, you are a good instructor, tutor, teacher, sensai, . . .

 

Best of luck,

 

Andrew

อ่านมาจากหนังสือ มังกรเซน ของวินทร์

 http://www.winbookclub.com/book/l0045.jpg

"เซน มีวิธีการรู้แจ้งอย่างหนึ่ง ผ่านทางการสนทนาถามตอบกัน

เรียกว่า เวิ่นต๋า แปลตรงตัวว่า ถามตอบ(หรือ มนโด - Mondo ในภาษาญี่ปุ่น) "

 

มาดูตัวอย่างถาม-ตอบกันดีกว่า

 ถาม : อะไรคือพุทธะ

ตอบ : ป่านนี้หนักสามตำลึง

 

ถาม : ทำไมพระโพธิธรรมจึงมาจากตะวันตก?

ตอบ : ต้นสนในสวน

 

 ถาม :ทุกคนมีสถานที่เกิด สถานที่เกิดของท่านอยู่ที่ใด

ตอบ : เมื่อเช้านี้ข้าพเจ้ากินข้าวต้ม เวลานี้ข้าพเจ้ารู้สึกหิวอีกแล้ว

 

ถาม : มือของข้าพเจ้าเหมือนหัตถ์ของพระพุทธองค์อย่างไร

ตอบ : ดีดพิณใต้แสงจันทร์

 

ถาม : เท้าของข้าพเจ้าเหมือนเท้าของลาอย่างไร

ตอบ : เมื่อนกกระเรียนสีขาวยืนกลางหิมะ มันมีสีที่แตกต่างออกไป

 

(มันเกี่ยวกันยังไงฟร่ะ!!!)

 

ดูแล้ว ถ้าจะทำเวิ่นต๋าของตัวเองขึ้นมา ก็ไม่น่ายากนี่หว่า

 

ถาม :  คนเราจะละซึ่งกิเลสตัณหาได้อย่างไร

ตอบ :ไวตามิ้ลที่อยู่ในตู้เย็น

 

ถาม :ที่ว่าว่างจากความว่าง ความว่างเองนั้นมีที่ว่างหรือไม่

ตอบ : คลิกขวาที่ไอคอนรูปดาว

 

 

ถาม :  เราวางมีดลงแล้ว ท่านวางมีดลงแล้วหรือยัง

ตอบ :  รัับซาลาเปาหมูสับเพิ่มมั้ยคะ

 

 

ถาม : เฮ้ย กินข้าวรึยัง?

ตอบ :  ท่าเรือคลองสาน

 

 

ถ้าอ่านแล้วเริ่มรู้สึก

แสดงว่าท่านเริ่มจะบรรลุแล้วล่ะครับ 55+

 

 

 Akatsuki ni Saku Uta : Da capo ED บทเพลงแห่งรุ่งอรุณ

 

 

เคยนั่งแปล(มั่ว)เมื่อนานมาแล้ว
  เปิดเว็ปวุ้นแล้วจิ้มศัพท์ทีละคำ

 shizukesa       no naka   fureta    yubisaki  sukoshi tsumetai
 "ความเงียบเหงาที่อยู่ภายใน ฉันรู้สึกได้ ถึงปลายนิ้วที่เริ่มหนาวขึ้น"

   tashika na MONO wa  doko ni mo kitto nai  dakedo
 "แน่นอนว่าตัวฉันนั้น ไม่ว่าที่ไหนก็ตาม หากเพียงแต่ทว่า"

  yawarakana hi ga     toki ni maichiru    utakata no you
"อาทิตย์ทอแสงที่นุ่มนวล เวลาที่หมุนผ่านเลยไป ฟองละไม"

   boku no kokoro ni  ano hi saita   mirai     kimi ga iru...
 "เธอทำให้ วันแห่งอนาคตเบ่งบานในใจของฉัน" 

------------------------------------- 

surechigau tabi ni          kasaneta omoi wo
"เมื่อเดินผ่านกันและกัน ฉันมีความตั้งใจอย่างหนักแน่น"

 sora ni kanadeyou        akatsuki no kono uta wo
"ท้องฟ้าขานร้อง บทเพลงแห่งรุ่งอรุณนี้ให้กับฉัน" 

owarina ki     kono michi wo  mayoinagara mo
"บนเส้นทางที่ไม่มีที่สิ้นสุดนี้ ขอให้ลองทบทวนดูอีกครั้ง"
 
togireru   koto no nai  ai wo  dakishimete
"ฉันจะโอบกอดความรักของเราไว้โดยไม่มีอะไรมาขวางกั้น" 

 sakura kaze kara koboreta shizuku
 "ภาพซากุระร่วงนั้น"

   nee             zutto            issho ni  mitsumete itai
"ฉันต้องการชมสิ่งเหล่านี้ด้วยกันไปอีกนาน" 

 ------------------------------------------ 

 yosete wa kaesu  nami no you na hibi  kimi to futari
 "ขอให้เราทั้งสองกลับมาใกล้กันอีกครั้งทุกๆวันดั่งคลื่นลมในทะเล"

   minamo ni utsuru  hohoemi no yukue wo  oikaketa
"ไล่ตามเงาสะท้อนของรอยยิ้มบนผิวน้ำ"  

kawariyuku koto wa  ushinau koto ja nai
"บางสิ่งที่ต่างไป หาใช่การสูญเสียไม่"  

kimi no soba ni itai  konna ni mo omou kara
"ฉันทบทวนเป็นอย่างดีแล้วว่าต้องการที่จะอยู่ข้างๆเธอ"

   ---------------------------- 

negai wo tsugeru you ni  kisetsu wo koete
"ขอฉันบอกอะไรบางอย่างในช่วงเวลาที่พิเศษนี้ได้ไหม"
 
hontou mo uso mo nai  ai wo  shinjiteru
"ไม่ว่าจะจริงหรือโกหก รัก ขอให้เชื่อใจ"  

unmei       no  ne ga  yume ni hibiku yo
"เสียงแห่งโชคชะตา กังวานความฝันออกมา"
  
sou subete  kimi ni  tsunagatte yuku
"ทั้งหมดนั้นล้วนสัมพันธ์กับเธอ" 

 --------------------------------------------------

  owari naki    kono michi wo  mayoinagara mo
"เส้นทางที่ไม่มีจุดจบนี้ ลองคิดดูอีกครั้ง"  

togireru  koto no nai  ai wo  dakishimete
"ฉันจะโอบกอดความรักของเราไว้โดยไม่มีอะไรมาขวางกั้น"  

sakura kaze kara   koboreta shizuku
 "ภาพซากุระร่วงนั้น"  

nee zutto              issho ni  mitsumete itai
"อยากจะชมสิ่งเหล่านี้ด้วยกันไปอีกนาน"  

kokoro ni sakasou  akatsuki no uta
"ด้วยใจที่เบ่งบาน [ขานรับ] บทเพลงแห่งรุ่งอรุณ" 

 

=w=

มังงะเก่าเก็บ(ในบ้าน) 2

posted on 21 Oct 2009 00:48 by rfc-bonnie  in manga
http://upload.wikimedia.org/wikipedia/en/9/9e/Chrono_Crusade,_Volume_1.JPG

เรื่องนี้ก็กรี๊ดสุดๆ ข้อแนะนำคือ

"อย่าดูภาคอนิเมะ"

จะเสียอรรถรสมากๆ เหมือนเป็นคนละเรื่อง
(มันคนละเรื่องกันจริงๆ - -*)

http://www.nexternal.com/dreamland/images/chronoCrusade_v05.jpg

มังงะออก 8 เล่ม
เล่ม 1-2 ให้ C-
เล่ม 3-4 ให้ B
เล่ม 5 กับ 8 ให้ A+ เลย อ่านแล้วขนลุก

ข้อแนะนำอีกข้อคือ
อ่านให้ถึงเล่ม 3 เพราะเล่ม 1-2 แอบติงต๊อง
ถ้าถึงเล่ม 5 เมื่อไรจะเริ่ม...
ตอนจบนี่แบบ

(เป็นการ์ตูนที่ผูกเรื่องได้ดีมากอ่ะ
ไม่ใช่ว่าพ่อหายตัว ตามหาพ่อ เก็บ party
เข้าการประลอง เบ่งพลัง สู้ห้าจอมเทพ)

ตัวเอกชื่อ Chrono เป็นปีศาจโชตะ
ที่เขาหายไปเพราะถูกเด็ดออก
(เรื่องนี้พลังเวทย์ปีศาจอยู่ที่เขา)
แต่มาทำสัญญากับโรเซ็ท ซึ่งเป็นซิสเตอร์ล่าปีศาจ
โดยพลังที่โครโนใช้เมื่อแปลงร่าง เป็นการดูดชีวิต
ของโรเซ็ทมาใช้นี่เอง

http://www.pulpfictioncomics.com.au/Images/ChronoCrusadeVol8.jpg

ปีศาจไร้เขาอีกตนหนึ่งที่ชื่อไอออน(เป็นคนหักเขาโครโน)
ต้องการที่จะควบคุมโลกปีศาจ
(ปีศาจในเรื่องนี้เหมือนเผ่า zerg หรือพวกแมลง ทำงานรับใช้นางพญา)
โดยการทำลายแพนเดโมเนี่ยม(นางพญา) และใช้เหล่าสาวก
ซึ่งเป็นกลุ่มเด็กร้องเพลงในโบถส์ที่มีพลังพิเศษ
ในการควบคุม "กิอัส" หรือคำสั่งจากแพนเดโมเนี่ยม

โยชัว น้องชายของโรเซ็ทซึ่งถูกไอออนลักพาตัวไป
ก็เป็นหนึ่งในสาวกด้วย โยชัวนั้นได้พลังจากเขาของโครโน

แมกดาเลน่า หญิงสาวผู้มีพลังพิเศษในการล่วงรู้อนาคต
และเหตุการณ์ต่างๆ แต่ทว่า การที่มองเห็นเหตุการณ์ต่างๆของผู้คน
ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคตที่มากมายนั้น ทำให้มองไม่เห็น
และหลงลืม เหตุการณ์ที่เกี่ยวกับตนเองไป
จำได้แค่เพียง ปีศาจที่จะมาเอาชีวิต นามว่าโครโน - -*

ไอออนใช้ให้โครโนพาตัวแมกดาเลน่ามาจากศาสนจักร
เธอเองยอมตามโครโนมาด้วยดี เป็นคนรักคนแรกของโครโน
และได้พบกับความหมายที่แท้จริง ของผู้ที่จะมาช่วงชิงชีวิตไป..

สปอยล์เยอะละ จบดีกว่า

มังงะเก่าเก็บ(ในบ้าน)

posted on 21 Oct 2009 00:14 by rfc-bonnie  in manga

http://1.bp.blogspot.com/_MIp0i0ilP1k/SDFw5S-0BlI/AAAAAAAADAY/bBfIzkCXrS0/s400/EatMan-01_FJP_175x247.jpg

ชอบมาก เรื่องนี้

ตัวเอกชื่อโบลท์ คลาก
เป็นนักผจญภัย ที่สามารถกินวัตถุต่างๆ
แล้วนำออกมาทางมือ (ในสภาพที่ดีด้วยนะ)
กินซากวิทยุเสีย ออกมาเป็นวิทยุดีได้
(ญาติๆกับเอลริค เอ็ดเวิร์ด)



โบลท์เดินทางไปเรื่อยๆ มักจะรับจ้าง
ทำภารกิจต่างๆที่ดูเหมือนเป็นฝ่ายตัวร้ายที่เห็นแก่เงิน
แต่ตอนจบก็หักมุม กลับมาเก๊กหล่อได้ทุกครั้งไป
(รวมทั้งของที่กินเข้าไป ก็ออกมาหักมุมได้เสมอ)

http://www.japmax.com/catalog/eatman10.jpg

ชอบไอ้ตัวข้างหลังโบลท์อ่า น่ารักดี
(บางคนอาจจะถามว่าตรงไหน - -*)

16 เล่มจบ มั้ง ประมาณนี้ ขี้เกียจนับ

คนเขียนเรื่องนี้เขียนเรื่อง RAY ด้วย
7 เล่มจบ http://siambookcenter.com/images/products/0117702%20L.GIF
ชอบพระเอกเรื่องนี้ ชิโนยามะ
อวัยวะภายในเป็นอวัยวะเทียมเกือบทั้งหมด

มีร้อย ใช้ได้หนึ่ง สู้คนมีสองใช้สองไม่ได้

ศัตรูที่น่ากลัวที่สุดคือความขี้เกียจของตนเองในยามเช้า

 

ข้อความข้างบนนี้อัพเล่น ไม่มีอะไรหรอก

ปิ๊งขึ้นมาได้ก็ไม่อยากให้หายไป เลยอัพไว้เตือนสติตนเอง

 

วันนี้เดินงานสัปดาห์หนังสือมา เป็นรอบที่ทำเวลาได้ดีที่สุด

(ไม่เกิน 3 ชม) ได้ของถูกใจ ไม่ถลุงกระเป๋า ซึ่งกรอบอยู่แล้วมากนัก

 

เทคนิกที่ใช้คือ

1. focus ไปเลยว่าตอนนี้อยากได้หนังสือแนวไหน

2. ไม่ซื้อหนังสือใหม่มาลองอ่า ซื้อแค่คนเขียนที่ตามอยู่

(หนังสือใหม่ๆยืมเพื่อนอ่าน ไม่ก็ให้คนแนะนำเอาดีกว่า

เพราะแค่หนังสือที่ตามอยู่ก็อ่านไม่หมดแล้ว)

3. เดินคนเดียว อย่าไปกับเพื่อน ถ้าต้องการไปหาหนังสือจริงๆ

เดินคนเดียว +agi 50%

 

ที่สังเกตได้อย่างนึงคือ ปีนี้หนังสือธรรมะเยอะมากกกกกกกก

แสดงว่าคนเราทุกข์ขึ้นทุกวันๆ

 

สุดท้าย ปีนี้ก็ได้

- การเดินทางของคิโนะ 5

- หนังสือวินทร์ที่ออกใหม่ 2 เล่ม(เรื่องสั้นวิทยาศาสตร์เล่ม 3 กับมังกรเซน)

- หนังสือของ ดร วรภัทร ที่เคยทำงานที่นาซ่า (หนังสือเขาออกแบบรูปเล่ม layout 

ไม่ค่อยสวยเลย ถ้าไม่ได้ฟังเทปมาก่อน จะไม่รู้เลยว่า ข้างในบรรจุความคิดสุดยอดเอาไว้อยู่)

 

กลับมาบ้าน นั่งเล่น friend for sale ใน facebook หนังสือยังไม่ได้อ่านเลย 55+

กระต่ายเพื่อนรัก

posted on 02 Oct 2009 05:11 by rfc-bonnie  in DontThinkItFeelIt



วันนี้ฝันอะไรแปลกๆ ฝันว่า
เหมือนจะได้ช่วยชีวิตกระต่ายที่น่าสงสารตัวนึง = =

เรื่องมีอยู่ว่า เราไปเจอกันต่ายตัวหนึ่ง ในห้องทดลอง
เป็นเหมือนแล็ปของมหาวิทยาลัย(เพราะมีนักศึกษาด้วย)
น่าจะเป็นการวิจัยของนักศึกษาคนหนึ่ง(หรือเป็นงานที่มอบหมายมาให้ก็ไม่รู้)
โดยการนำกระต่าย ไปใส่ในสิ่งที่เหมือนกระป๋องเล็กๆ
ผูกเชือกห้อยไว้ แล้วหมุนให้เชือกเป็นเกลี่ยว
พอเชือกคลายเกลียว กระต่ายน้อยก็จะหมุนติ้วๆๆ
(มันเป็นกระต่ายสีขาวจั๊วะ ขนาดพอๆกับอุ้งมือ
เหมือนหนูขาวเลย)
 ประมาณว่า เป็นการทดลองเพื่อดูผลกระทบ

เวลาที่มีชีวิตอยู่ในยานอวกาศ(ที่หมุนติ้วๆๆๆ)

 

 

เราก็หยิบแคปซูลใส่กระต่ายนั้นขึ้นมาดู
แล้วก็เริ่มหมุนเชือกเป็นเกลียว o_O!
กระต่ายน้อยก็จะเริ่มหมุน
แต่แค่แป๊บเดียว เราเอากระต่ายน้อยขึ้นมาดู
จ้องตามัน มันสั่นนิดๆ เหมือนกลัวมาก
สักพักก็เจอนักศึกษา ผู้เป็นเจ้าของโครงการทดลอง
เป็นผู้หญิง กับอาจารย์อีกสองคน
อาจารย์ชายถือกระดาษ เหมือนจะเตรียมจดผลการทดลองอยู่

เราก็ถามอย่างไม่ค่อยมีเหตุผลว่า ทำไมต้องเอา
กระต่ายมาหมุนอย่างนี้ น่าสงสารมันไม่ใช่หรือ - -*
นักศึกษาหญิงก็ทรุดลงไป (ท่าทางเหมือนเมาค้าง)
ราวกับว่า เธอก็รู้สึกแย่กับการทดลองเหมือนกัน
เพราะทดลองเสร็จแล้ว กระต่ายก็จะอ้วกๆๆ
(เราก็ยังไม่เคยเห็นกระต่ายอ้วกเหมือนกันนะ - -*)


เธอก็ซีดไป อาจารย์หญิงที่ท่าทางจะเป็นอาจารย์ผู้ช่วย
ก็เข้ามาลูบหลัง เราก็ช่วยลูบหลังเธอด้วย
(เอ๊ะ เธอไม่ได้เมาซักหน่อย = =)
เธอก็ขออาจารย์ยกเลิกการทดลอง
อาจารย์ ซึ่งดูท่าเป็นคนรับการทดลองนี้มาจาก

ต่างประเทศอีกทีหนึ่ง(เขาให้เงินค่าจ้างวิจัยด้วย)

ก็เกิดใจดีขึ้นมา ให้ยกเลิกการทดลอง
เรื่องก็ Happy Ending
เราก็ตื่นขึ้นมา ด้วยความสะเทือนใจ
ตอนที่จ้องหน้ากระต่าย
รู้สึกเลยนะ ว่า มันกลัวมาก


ความรู้สึกเราคือ ถ้าใครซักคนมาเกิดเป็นกระต่ายตัวนี้
คงรู้สึกแย่ ถ้ามันคือคนรู้จักของเราซักคน
นึกขึ้นมาแล้วก็รู้สึกสงสารมากๆ

แต่ก่อนเราไม่เชื่อเรื่องกฏแห่งกรรม เพราะถูกสอนมาแบบคริสต์
คือ สัตว์ไม่มีวิญญาณ เป็นสิ่งที่พระเจ้าสร้างมาใช้มนุษย์
อยากฆ่าก็ฆ่า ตอนเด็กๆอยากเลี้ยงอะไรหลายอย่าง
แต่เหมือนไม่มี sence ในการเลี้ยงสัตว์ เลี้ยงอะไรก็ตายหมด

รู้สึกได้เลยว่า สัตว์ที่เคยเลี้ยงทุกตัวอยู่กันอย่างไม่

มีความสุขซักเท่าไร - -*

เราว่า แนวคิดเรื่องกลับชาติมาเกิดนี่ดีนะ
คือ ที่ต้องมาเกิดเป็นสัตว์ เพื่อมาชดใช้กรรม
ที่ตนเองทำเอาไว้เมื่อยังเป็นมนุษย์
เนื่องจากเวลาในแต่ละภพชาติต่างกัน


สัตว์ที่เราเห็นอยู่ อาจจะเป็นภพชาติหนึ่ง

ของคนที่เราู้รู้จัก คนที่เรารักก็ได้
เราฟังเรื่องนี้มาจาก ดร วรภัทร เขายกตัวอย่างยุง
อาจจะเป็น(หรือเคยเป็น)แม่ของเรา ที่มีกรรม เกิดเป็นยุง
ชาติก่อนเราดูเลือด(ในอกที่ผสมเป็นนม)เขาไว้
มาภพนี้ เขาเกิดเป็นยุง มาขอดูดเลือดเราบ้าง
และเราก็ตบซะ ตบแม่ตัวเอง
เนื่องด้วยแรงกรรมที่ยังไม่หมด ทำให้เกิดอีกภพ
เป็นยุงอีกตัว และเราก็ตบมันอีก ซ้ำอีกรอบ = [] =

เดี๋ยวนี้ พอเห็นสัตว์แล้วไม่รู้สึกว่ามันเป็นสัตว์
รู้สึกว่า เป็นใครซักคน

ที่อยู่ใน lifeform นั้น(อันนี้ศัพท์ส่วนตัวของเรานะ) 

เพื่อใช้กรรม รู้สึกเหมือนมันเป็นคน
ที่แค่ถูกแปลงมา ให้อยู่ในอีก lifeform หนึ่ง
เห็นหมาแล้ว นึกถึงตัวคิเมร่า ที่ทดลองไม่สมบูรณ์
ใน Full Metal Alchemist ที่เอาเด็กผู้หญิงกับหมาผสมกัน
ฉากนั้น มาดูในอนิเมแล้ว สะเทือนใจโคตร = [] =

เอาเป็นว่า ถ้าคุณเห็นสัตว์ทั้งหลายแล้วล่ะก็
อย่าทรมานมันเลยครับ เพื่อเป็นการประกันความเสี่ยง
คุณจะรู้ได้อย่างไร ว่ามันไม่ใช่ คนที่รู้จักของคุณ
มันอาจจะไม่ใช่ แต่ก็ไม่ 100%
ตัดสินใจ ไม่ทำ ง่ายกว่า ทำน้อ

 

ขอให้กระต่ายน้อยมีความสุข... ^^

บอร์ด Multi Gang

posted on 27 Sep 2009 07:00 by rfc-bonnie  in DontThinkItFeelIt

http://forums.212cafe.com/lordjack0/

 

ตอนนี้มัน มีอะไรต่างๆมากมาย

จนรู้สึกว่า เป้าหมายที่มีอยู่ มัน ไม่ชัดเจน

 

ย้ายคณะมา

ตอนแรก แค่ อยากทำกราฟฟิก

อยากทำมังงะ อยากทำ CG Painting

 

อยากทำเกม เลยเรียนสาขาเกม

 

 

 ได้มาเขียนโปรแกรม ก็เป็นสิ่งที่ถนัด สนุกดี

 

แล้วก็เริ่มขัดแย้ง ว่าจะเอาเวลาที่ไหน ไปทำ

ทั้งสิ่งที่อยากทำเล่น (ทำการ์ตูน ทำการ์ดเกม)

และสิ่งที่ต้อง up skill ไว้หาเงิน (Programming) 

 

แต่พอมองไปถึงตอนทำงาน มันก็เคว้งๆ

เหมือนจุดที่ยืนตอนนี้ เป็นรอยต่อ ระหว่างชีวิตวัยเด็ก

เที่ยว เล่น  VS ชีวิตที่ต้องออกไปตั้งหลักปักฐาน

 

 

 

 

ความฝันเริ่มเล็กลง ในขณะที่ได้ทักษะมามากขึ้นเรื่อยๆ

คงเป็นกฏแห่งความเท่าเทียม ล่ะมั้ง

 

ตอนนี้อยากทำอะไร ก็ทำ

อยากทำชมรม ก็ทำ

 

แต่บางที ก็ สับสนระหว่าง สิ่งที่อยาก กับสิ่งที่ต้องทำ

อยากทำอะไรกันแน่ รู้สึกกดดันว่าต้องทำอะไรกันแน่

 

นั่งสมาธิ ....

 

55+ ร้างอีกแล้ว

posted on 06 Sep 2009 11:09 by rfc-bonnie

งานเยอะมาก ขี้เกียจอัพ exteen

ติดตามใน facebook ของข้าพเจ้าดีกว่า

 

k_pansavuth แอด hotmail.com

 

ตอนนี้ที่เป็นอยู่

 

ไม่มีศาสนา ศรัทธาในพระเจ้า และ(พยายามจะ)ปฏิบัติธรรม

-3-